ตะวันยังส่องแสง
คนทั่วไปพูดว่าผมเป็นคนโชคดีที่มีโอกาสเดินทางไปที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศมากมาย เพราะนั่นหมายความว่า
ผมมีโอกาสได้รู้ ได้เห็นและได้เรียนจากสิ่งต่างๆมากมาย ได้เห็นภูมิประเทศ ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี และได้ เรียนบทเรียนอันทรงคุณค่า ช่วยพัฒนาความคิดและชีวิตตนเองมากเกินคำอธิบาย มันช่วยผมให้เป็นกบนอกกะลา
ช่วยขยายความคิด และจิตใจ วิธีการมองโลก ได้กว้างขึ้น เรียนรู้การยอมรับความแตกต่างและอยู่ร่วมกับความแตกต่าง
ได้อย่างกลมกลืน
พูดถึงเดินทางไปต่างประเทศ ผมเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกามากกว่าประเทศในแถบเอเชีย ยุโรปและ
อัฟริกา ทั้งนี้เพราะ เพื่อนสนิทในการทำงานส่วนใหญ่อยู่ที่อเมริกาและอีกประการหนึ่งครอบครัวลูกชายทำงานอยู่ที่นั่น
ด้วย ขณะไปทำงานก็ถือโอกาสไป เยี่ยมลูกหลานไปในตัว
ประเทศอเมริกาเป็นประเทศใหญ่และมีประชากรมากมาย ผมเดินทางไปหลายรัฐ แต่รัฐที่ผมไปมากที่สุดและ ชอบมากที่สุด คือ อลาสก้า เมื่อพูดถึงรัฐนี้ใครๆก็รู้ว่าเป็นดินแดนแห่งหิมะ อากาศหนาวมากๆ ผมเดินทางไปหลายแห่งใน รัฐนี้ บางเมืองอยู่ทางขั้วโลก เหนือสุด บางคนเรียกว่าหลังคาโลก อากาศที่นั้นหนาวมากๆ เฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว
ประเทศสหรัฐอเมริกาทะเลกลายเป็นน้ำแข็ง มองหาต้นไม้ไม่เจอ เมื่อผมอยู่ที่นั้นต้องใช้เสื้อผ้าหนาหลายชั้นคลุมหน้า คลุมตา ต้องใช้เวลาอยู่ในบ้าน ส่วนใหญ่ประสบการณ์อีก ประการหนึ่งที่คนไทยไม่น้อยคงรู้สึกค่อนข้างแปลกคือ
ในช่วงฤดูนี้เราไม่เห็นดวงตะวันเลย หรือถ้าจะเห็นก็โผล่ขึ้นมาประเดี๋ยวเดียวและ ก็ลับหายไป
บางปีผมเดินทางไปอลาสก้าในช่วงฤดูร้อนในช่วงสั้นๆ ผมจะเห็นดวงอาทิตย์ค้างฟ้า แม้จะถึงเวลาเที่ยงคืน
ดวงอาทิตย์ยังค้าง เต็มอยู่บนขอบฟ้า ถึงแม้ดวงจันทร์โผล่ขึ้นแล้ว ดวงอาทิตย์ก็ยังคงค้างอยู่ คนอื่นรู้สึกอย่างไรผม
ไม่ทราบ ส่วนผมนั้นรู้สึกค่อนข้างจะ ประหลาด เพราะในเมืองไทยเราเคยชินกับกลางวันดวงอาทิตย์ส่องสว่างและร้อน
ละอุ ส่วนกลางคืนมืดสนิท กลางวันกลางคืนต่างกัน แต่อลาสก้ากลางคืนสว่างเหมือนกลางวัน มืดเหมือนกลางคืน
จากเหตุการณ์และประสบการณ์ดังกล่าว ผมนั่งคิดและใคร่ครวญ ผมได้ความคิดเป็นบทเรียนสอนไม่น้อย บทเรียนที่ผมได้รับ มีคุณค่าพอสมควรจึงอยากแบ่งปันจากประสบการณ์ที่เห็นดวงอาทิตย์ที่ต่างกัน ตามสายตาดู เหมือนว่า ดวงอาทิตย์เปลี่ยนโฉมหน้าตาม ฤดูต่างๆ ฤดูหนาวดวงอาทิตย์หนีหน้าและโผล่มาอีกสว่างจ้าในฤดูร้อน แต่ความจริงแล้ว ดวงอาทิตย์เหมือนเดิม แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ไม่เคยอับแสง เพียงแต่ว่าจุดยืนของเราเปลี่ยนไป เพราะโลกที่เราอาศัยทั้งหมุนรอบตัวเอง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ นั้นเป็นเหตให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลง ดวงอาทิตย์ ดวงเดียวกันแต่ยืนในที่ต่างกันทำให้เราเห็นภาพและมีความรู้สึกแตกต่างกันฉันใด ชีวิตของเราเช่นกันความสว่างแห่ง ความหวังไม่เคยเลือนหายมันส่องสว่างเหมือนเดิมตราบที่เรามีทัศนคติชีวิตที่สร้างสรรค์และทางบวก แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เราเปลี่ยนจุดยืน มีทัศนคติต่อตนเองและคนอื่นทางลบ ทางร้าย โลกนี้ของเราทั้งปัจจุบันและอนาคตจะค่อย ๆ มืดจนกว่าเราจะเปลี่ยนทัศนะความคิดในทางที่ถูกต้อง
|